สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดหนองคาย
 

สถานที่ท่องเที่ยวในเวียงจันทร์

การเดินทางข้ามแดนจากจังหวัดหนองคาย สปป.ลาว มีแนวปฏิบัติดังนี้

                1. ใช้หนังสือเดินทางที่ยังมีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เสียค่าคำร้อง 20 บาท โดยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า สามารถอยู่ใน สปป.ลาวได้ 30 วัน

             2. ใช้บัตรผ่านแดนหรือค่าเหยียบแผ่นดิน หรือบัตรปี ค่าธรรมเนียมเล่มละ 200 บาท สำหรับบุคคลที่มีสัญชาติไทย สามารถเข้าได้เฉพาะในเขตกำแพงนครเวียงจันทน์เท่านั้น โดยสามารถเดินทางเข้าออกได้ครั้งละ 3 วัน 2 คืน

             3. ใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราว หรือชั่วคราว ค่าธรรมเนียมเล่มละ 50 บาท สำหรับบุคคลที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย สามรถเข้าได้เฉพาะในเขตกำแพงนครเวียงจันทน์เท่านั้น โดยสามารถเดินทางเข้าออกได้ครั้งละ 3 วัน 2 คืน หากยื่นเรื่องนอกเวลาราชการ (หลัง 16.00 น.) หรือวันเสาร์ อาทิตย์ ต้องเสียค่าล่วงเวลาเพิ่มคนละ 20 บาท (ค่าเหยียบแผ่นดินคนละ 50 บาท)

หลักฐานที่ใช้ในการทำบัตรผ่านแดน

              รูปถ่ายขนาด 1 - 2 นิ้ว 2 รูป สวมชุดสุภาพ ไม่ใสแว่นดำ บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา ผู้เยาว์อายุ 12 -15 ปี ที่ยังไม่มีบัตรประชาชนให้ใช้ทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนา และหนังสือยินยอมจากบิดามารดา หากอายุต่ำกว่า 12 ปี ต้องมีสูติบัตร พร้อมสำเนาประกอบด้วย กรณีขอทำบัตรผ่านแดน (บัตรปี) ต้องใช้สำเนาทะเบียนบ้าน

              สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย  โทร. 0 4246 0902

 

 

กำแพงนครเวียงจันทน์

          หลังจากผ่านระเบียบการข้ามด่านศุลกากรทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวที่สะพานมิตรภาพไทย - ลาวแล้ว แวะเที่ยวในเขตกำแพงนครเวียงจันทน์ก่อน สถานที่ท่องเที่ยวในเขตกำแพงนครเวียงจันทน์ที่มีชื่อเสียง เริ่มต้นจาก พระทาดหลวง (พระธาตุหลวง) องค์พระธาตุเหลืองอร่าม เป็นพุทธสถานศูนย์รวมจิตใจชาวลาว พระราชานุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก ผู้สถานเมืองจันทบุรีกรุงศรีสัตนาคนหุต หรือเมืองเวียงจันทน์ทุกวันนี้ ประดิษฐานอยู่ตรงข้ามพระธาตุหลวง หอพระแก้ว เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้อัญเชิญมาประดิษฐานยังกรุงธนบุรี (ภายในหอพระแก้วห้ามถ่ายภาพ) หอคำ เรือนรับรองอาคันตุกะต่างแดนของรัฐบาล (ไม่เปิดให้เข้าชมและห้ามถ่ายภาพ) วัดสีสะเกด (วัดศรีสะเกษ) เจ้าอนุวงษ์โปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2316 ภายในวัดมีพระพุทธรูปเรียงรายอยู่ช่องกุดเล็ก ๆ มากมาย ที่หอไตรภายในวัดมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามอ่อนช้อย ประตูไซ (ประตูชัย) ซุ้มประตูขนาดใหญ่ คล้ายประตูชัยที่กรุงปารีส สร้างเมื่อ พ.ศ. 2512 ด้านบนมีร้านขายของที่ระลึก นอกจากนี้ยังมีแหล่งช้อปปิ้ง อาทิ ตลาดเช้า ตลาดจีน ตลาดตงกันข้าม และตลาดเย็น ซึ่งมีสินค้าหัตถกรรมผ้าไหม เครื่องเงิน ให้นักท่องเที่ยวแวะชมหลายแห่ง หรือนักท่องเที่ยวอาจจะเที่ยวชมกำแพงนครเวียงจันทน์ในวันที่เดินทางกลับก็ได้ เพราะที่ด่านฝั่งลาวจะมีร้านค้าปลอดภาษีถึง 4 ร้าน ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อสินค้าติดไม้ติดมือกลับบ้านก่อนจะข้ามมาสู่ฝั่งไทย

 

หลวงพระบาง

          เส้นทางที่มุ่งสู่หลวงพระบาง คือ "ทางหลวงหมายเลข 13 เหนือ" โดยจะไปสิ้นสุดที่ชายแดนประเทศจีนตอนมใต้ โดยช่วง "เวียงจันทน์ - โพนโฮง" จะมีชุมชนที่ค่อนข้าหนาแน่นชื่อ "ตลาดหลักห้าสิบสอง" ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ชาวลาวสูงและชาวม้งบริเวณนี้ นำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นก็จะเข้าสู่ "เมืองโพนโฮง) ชุมชนเมืองนี้เป็นชุมชนใหญ่ มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจและธุรกิจการตัดไม้บริเวณน้ำท่วมที่เขื่อนน้ำงึมอีกด้วย "เขื่อนน้ำงึม" เป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของลาว กั้นลำน้ำงึมที่ไหลมาจากเชียงขวาง บริเวณเขื่อนจะมีร้านและแพบริการปรุงอาหารปลาสด ๆ จากเขื่อนและยังมีบ้านพักไว้บริการให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย จากเขื่อนน้ำงึม ยังคงใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 13 เหนือเส้นเดิม มุ่งสู่ "วังเวียง" ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองรีสอร์ทลาวเพราะมีแม่น้ำไหลเลาะตามภูเขาหินปูน รูปทรงแปลกตา คล้ายเมืองกุ้ยหลุนของจีน ความงดงามของเมืองนี้ยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่ยังงดงามสมบูรณ์น้ำในเย็นของ "ลำน้ำซอง" ที่ไม่เคยเหือดแห้ง กล่าวกันว่า หากมาวังเวียงแล้วไม่ล่องน้ำซอง ถือว่ายังมาไม่ถึง หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก หลวงพระบางเป็นเมืองเอกของแขวง มีชื่อเป็นทางการว่า "นครหลวงพระบาง" แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า "เมืองหลวง" เพราะในอดีตเป็นราชธานีเก่าของอาณาจักรล้านช้าง และเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิต ตัวเมืองมีลักษณะเป็นเมืองอกแตก เพราะมีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านแยกเมืองออกเป็นสองฝั่ง ฟากหนึ่งเป็นเมืองเก่าหลวงพระบาง เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง วัดวาอาราม แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ส่วนอีกฟากยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมแท้ ๆ ผู้คนที่นี่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีและพระพุทธศาสนา ทำให้บ้านเมืองสงบ ร่มเย็นและงดงาม จนได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมือง "มรดกโลก" เมื่อ พ.ศ. 2540 สถานที่น่าชมของหลวงพระบางมีมากมายหลายแห่ง อาทิ วัดเชียงทอง วัดที่มีชื่อเสียงและงดงามที่สุด วัดวิชุนนะลาด (วิชุลราช) สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2046 มีพระธาตุลักษณะทรงโอคว่ำ คล้ายแตงโมผ่าซึกวางคว่ำบนฐาน พูสี (ภูศรี) ภูเขากลางเมืองบนยอดเขามีพระธาตุพูสี มีคำกล่าวว่า "ไปยามนครหลวงพระบาง ถ้าบ่ได้ขึ้นเบิ่งพูสีก็บ่ได้เห็นนครหลวงพระบางอย่างแท้จริง" หอคำ หรือหอพิพิธภัณฑ์พระราชวัง หรือวังเจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายของหลวงพระบางและอื่น ๆ อีกหลายแห่ง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะชมอุทยานแห่งชาติ ตาดกวงสี (น้ำตกกวงสี) ตัวน้ำตกสูง 81 เมตร ชั้นล่างของน้ำตกทำเป็นสวนสาธารณะ มีลานพร้อมโต๊ะให้นั่งพักผ่อน ชั้นที่ 2 มีแอ่งน้ำให้ว่ายน้ำเล่นได้ หรือจะแวะเที่ยว ปากแม่น้ำอู ซึ่งมีถ้ำบนผาหินปูน เรียกว่า ถ้ำติ่ง โดยเช่าเรือสปีดโบ๊ตจากท่าเรือบ้านดอนหลังพิพิธภัณฑ์พระราชวัง หรือจะนั่งรถมาลงที่บ้านซ่างไห ชิมเหล้าจากข้าเหนียวขาวและแดง กลิ่นหอม รสหวาน ดีกรีสูง แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปชมถ้ำติ่ง ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปที่ชาวหลวงประบางนำมาไว้ในถ้ำเพื่อเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ หลายขนาด และชนิดเรียงรายเต็มไปหมด นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่กล่าวมาแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสวิถีชีวิตผู้คนที่นี่ ที่มีเสน่ห์ ดูสบาย ๆ ไม่รีบเร่ง แวะชมตลาดเช้าริมน้ำโขง หมู่บ้านซ่างไห่ หรือช้างร้องไห้ ดูหัตถกรรมพื้นเมือง เครื่องเงิน หรือหมู่บ้านปะนม (บ้านปล่อยนม) หมู่บ้านหัตถกรรมอีกแห่งหนึ่ง จากจะเยี่ยมเยียนหลวงพระบางให้ทั่วถึง ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน ตื่นกันแต่เช้าจะเห็นภาพพระสงฆ์เดินเรียงรายบิณฑบาต โดยมีชาวหลวงพระบางนั่งบนพื้นคอยหยิบหรือจกข้าวเหนียวใส่บาตรพระอย่างสงบเสงี่ยม เป็นภาพที่งดงาม สืบทอดวิถีมาหลายชั่วอายุคน

 
 
 
สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดหนองคาย  เลขที่ 612 หมู่ที่ 12 ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย 43000
โทรศัพท์ : 0-4246-5367 โทรสาร : 0-4241-2335    E-Mail : nongkhai
@dor.go.th