สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดหนองคาย
 

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคาย

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ

เป็นอนุสาวรีย์แห่งเดียวในจังหวัดหนองคาย ที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนความดีของผู้ที่ล่วงลับในการปราบฮ่อ (กลุ่มชาวจีนที่ก่อการกบฏเพื่อล้มล้างราชวงศ์แมนจู) ซึ่งยกกองทัพมารุกรานมณฑลลาวพวน หนองคาย เมื่อ ร.ศ.105 (พ.ศ. 2429) โดยกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม มีรับสั่งให้จัดสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นที่เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิตในการปราบฮ่อครั้งนั้น อนุสาวรีย์แห่งนี้ เป็นศิลปะประยุกต์แบบรูปทรงสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน มีฐานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 4 เมตร ส่วนสูง 10.10 เมตร ส่วนยอดเป็นรูปทรงกรวยเหลี่ยมปลายแหลม อนุสาวรีย์แห่งนี้เดิมตั้งอยู่ที่หลังสถานีตำตรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2429 ทางจังหวัดหนองคายได้รับงบประมาณบูรณะปฏิสังขรณ์อนุสาวรีย์ปราบฮ่อให้สง่างาม สมกับเป็นอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมืองและเพื่อให้เป็นศรีสง่าแก่เมืองหนองคายสืบไป จึงได้ย้ายสถานที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์มาสร้างใหม่ ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเดิม และมีการจารึกอักษร 4 ภาษาไว้ด้านข้างอนุสาวรีย์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาลาว

 

 

หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย

เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุกมีพระรูปลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากองค์พระเบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวเมืองหนองคายนับถือกันมาก มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยหลายตอน เสด็จในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาง พ.ศ. 2468 ว่า หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปหล่อในประเทศบ้านช้าง บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาทั้งสามของพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งเมืองล้านช้าง คือ เจ้าหญิงคำสุก เจ้าหญิงคำเสริม และเจ้าหญิงคำใส ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก จึงได้ขออนุญาตพระราชบิดาหล่อพระพุทธรูปประจำพระองค์ขึ้น โดยขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเอง คือ 1. พระสุก ปัจจุบันจมอยู่ในแม่น้ำโขง ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง ต.กุดบง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย 2. พระเสริม ประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมวนาราม กรุเทพฯ 3. พระใส ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย พ.ศ. 2321 พระเจ้าธรรมเทววงศ์ได้อัญเชิญไปไว้ ณ เวียงจันทน์ และในสมัยราชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญมาฝั่งไทย แต่เกิดพายุ พระสุกจมน้ำอยู่ที่ปากงึ่ม (เวินพระสุก) ส่วนพระเสริมและพระใส ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย และวัดหอก่อง ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย ทุกปีในวันเพ็ญกลางเดือน 7 ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำ

 

พระธาตุบังพวน

ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุบังพวน บ้านดอนหมู ตำบลดอนหมู ห่างจากอำเภอเมืองหนองคาย ประมาณ 21 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 2 (หนองคาย - อุดรธานี) ประมาณ 11 กม. แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย - ท่าบ่อ) ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 10 วัดจะอยู่ขวามือ พระธาตุบังพวนนี้ มีชื่ออยู่ในศิลาจารึกว่า "พระธาตุบังพวน พระเจดีย์ศรีสัตตมหาทาน" เดิมเป็นเจดีย์เก่าแก่ เป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคายมาช้านาน ตามตำนานอุรังคธาตุ ว่าเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุหัวเหน่าของพระพุทธเจ้าที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ตัวองค์พระธาตุเดิมเป็นเจดีย์สร้างด้วยอิฐเผา มีรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่น ลักษณะเจดีย์เป็นรูปสถูปแบบอินเดียรุ่นเดียวกับองค์ปฐมเจดีย์ พระธาตุบังพวนองค์ปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร ในระหว่างปี พ.ศ. 2519 - 2521 หลักจากที่องค์เดิมได้พังทลายลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2513 เนื่องจากเกิดภัยธรรมชาติ ทำให้ฐานขององค์พระธาตุทรุด พระธาตุองค์ปัจจุบันมีฐานทักษิณ 5 ชั้น กว้าง 17.20 เมตร สูงถึงยอดฉัตร 34.25 เมตร รูปปรางค์สี่เหลี่ยมต่อกันเป็นบัวปากระฆัง ชั้นที่ 6 เป็นรูประฆังคว่ำ ชั้นที่ 7 เป็นรูปดาวปลี และเหนือชั้นไปเป็นที่ตั้งฉัตรและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจคือ สัตตมหาสถาน ซึ่งเป็นโบราณสถาน 7 อย่าง ที่สร้างตามคติทางพุทธศาสนาจำลองมาจากพุทธคยาในอินเดีย เพื่อระลึกถึงสถานที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า 7 แห่ง ประกอบด้วยโพธิบัลลังก์ อนิมมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ อชปาลนิโครธเจดีย์ มุจลินทเจดีย์ และราชยตนะเจดีย์ ซึ่งนับว่าเป็นสัตตมหาสถานแห่งเดียวในภาคอีสาน และเป็นแห่งที่สองในประเทศไทย นอกเหนือจากสัตตมหาสถานที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่

 

ท่าเสด็จ

อยู่ในเขตเทศบาลเมือง มีด่านตรวจคนเข้าเมือง และร้านค้าจำหน่ายสินค้าจากนานาประเทศที่ส่งผ่านเข้ามาจากฝั่งลาว สินค้าที่จำหน่าย ได้แก่ เครื่องไม้ ฝังมุก เครื่องไฟฟ้า นาฬิกา อาหาร ฯลฯ

 

ศาลาแก้วกู่

หรือที่รู้จักกันในนาม "วัดแขก" เป็นสถานที่รวบรวมรูปปั้นเทวรูปและพระพุทธรูป ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 โดยหลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ได้นำหมู่คระทั่วสารทิศที่มีจิตศรัทธาร่วมกันก่อสร้างขึ้น เพื่อทรงไว้ซึ่งพุทธประวัติ เทวประวัติ ตามวรรณคดีของพระพุทธศาสนา และตามความเชื่อหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานกันได้ โดยเฉพาะศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ จากแนวคิดดังกล่าวจึงเกิดรูปปั้นเทวรูปและพระพุทธรูปในลักษณะต่าง ๆ จากช่างปั้นที่ไม่มีความชำนาญในด้านศิลปะรูปปั้นที่สูงใหญ่และเป็นสัญลักษณ์ของศาลาแก้วกู่ คือ รูปพญานาค 7 เศียร การเดินทาง ใช้เส้นทางสาย หนองคาย - โพนพิสัย ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 3 กิโลเมตร อยู่ด้านขวามือ บริเวณโดยรอบจัดแต่งเป็นสวน มีทางข้ามเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจอีแห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคาย

 

สะพานมิตรภาพไทย - ลาว

ตั้งอยู่ที่บ้านจอมมณี ตำบลมีชัย เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากจังหวัดหนองคายไปยังท่านาแล้ง แขวงเวียงจันทน์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นสะพานแห่งแรกที่สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และประเทศไทย นับว่าเป็นสะพานที่สร้างความสัมพันธ์ไทย - ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว รวมไปถึงสภาพทั่วไปด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนาประเทศทั้งสองให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งด้วย

 

หาดจอมมณี

ตั้งอยู่ที่บ้านจอมมณี หมู่ที่ 1 ตำบลมีชัย ห่างจากตัวเมืองประมาร 2 กม. เป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขง หาดแห่งนี้จะมีความยาวประมาณ 200 เมตร ช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยวคือ เดือนเมษายน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับการเรียกขานว่าเป็น "พัทยาอีสาน" อีกทั้งทิวทัศน์ในบริเวณหาดทรายยังสามารถมองเห็นบริเวณสะพานมิตรภาพไทย - ลาว ได้อย่างชัดเจน

 

หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ

ประดิษฐานอยู่ที่วิหารวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านศรีชมภูองค์ตื้อ ตำบลน้ำโมง ซึ่งเป็นวัดที่สำคัญและเก่าแก่ของจังหวัดหนองคาย การเดินทางใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (หนองคาย - อุดรธานี) แล้วเข้าเส้นทางหมายเลข 211 (หนองคาย - ท่าบ่อ) ถึงอำเภอท่าบ่อ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 31 จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัดอยู่ทางด้านซ้าย เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 1 กม. เลยตลาดท่าบ่อไปก็จะเห็นวัด รวมระยะทางที่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 43 กม. หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ฝีมือของช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก สร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3.29 เมตร สูง 4 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงเคารพนับถือกันมาก มีตำนานเล่าว่า พระเจ้าองค์ตื้อ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2105 ผู้สร้างคือ พระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา และบริวารช่วยกันหล่อ โดยใช้ทองคำ ทองเหลือง และเงิน ผสมกันรวมน้ำหนักได้ 1 ตื้อ ซึ่งเป็นมาตราโบราณของอีสาน จึงได้นามว่า "องค์ตื้อ" นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดศรีชมภูองค์ตื้อยังมีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่น่าชมอีกหลายอย่าง เช่น พระเจดีย์ พระอุโบสถ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ สภาพโดยทั่วไปภายในวัดสงบร่มรื่น ด้วยแมกไม้ที่มีขนาดสูงใหญ่ด้วยกาลเวลา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสงบ และในทุก ๆ ปี ทางจังหวัดจะจัดงานประเพณีสมโภชพระเจ้าองค์ตื้อ หรืองานบุญเดือน 4 ขึ้น โดยกำหนดเอาวันเพ็ญเดือน 4 คือ ตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ไปจนถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนเดียวกันของทุกปี โดยเฉพาะในวันที่ 15 ค่ำ ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายของงาน ทางวัดจะจัดให้มีการเวียนเทียนรอบพระวิหารพระเจ้าองค์ตื้อ ในช่วงเช้าของวันแรม 1 ค่ำ มีการจุดบั้งไฟบูชาพระเจ้าองค์ตื้อ ส่วนตอนกลางคืนมีการแสดงมหรสพตลอดทั้งคืน

 

วัดหินหมากเป้ง

ตั้งอยู่ที่บ้านไทยเจริญ ตำบลพระพุทธบาท โดยท่านอาจารย์เทสก์ เทสรังสี ได้ริเริ่มจัดตั้งให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของภิกษุสงฆ์ แม่ชี และผู้แสวงบุญทั้งหลาย บริเวณโดยรอบสะอาด เรียบร้อย และเงียบสงบร่มรื่นด้วยไม้นานาพรรณ มีพื้นที่ด้านหนึ่งติดกับลำน้ำโขง ทัศนียภาพสวยงาม ได้รับการจัดตั้งให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อปี พ.ศ. 2523 "หินหมากเป้ง" เป็นชื่อหินสามก้อนซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่ริมฝั่งโขง ที่บริเวณวัดนี้เองมีลักษณะคล้ายกับลูกตุ้มเครื่องชั่งทองคำสมัยเก่า ซึ่งคนแถบนี้เรียกว่า เต็ง หรือ เป็งย้อย มีคนเฒ่าคนเล่าสืบกันมาว่า หินหมากเป้งก้อนบน (เหนือน้ำ) เป็นของหลวงพระบาง ก้องกลางเป็นของบางกอก ส่วนก้องใต้เป็นของเวียงจันทน์ ต่อไปในอนาคตข้าหน้ากษัตริย์ทั้งสามนครจะมาสร้างให้เจริญ ซึ่งคำนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้พยากรณ์ไว้ เป็นแต่เพียงการเล่าสืบต่อ ๆ กันมาเท่านั้น การเดินทาง จากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย - ศรีเชียงใหม่) วัดหินหมากเป้งจะอยู่ทางขวามือ ประมาณหลัก กม.ที่ 64 อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 75 กม. และอยู่ห่างจากตัวอำเภอศรีเชียงใหม่ประมาณ 30 กม.

 

น้ำตกธารทอง

อยู่ในเขตบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง การเดินทาง ใช้เส้นทางหนองคาย - ศรีเชียงใหม่ - สังคม (ทางห่ลวงหมายเลข 211) ผ่านบ้านไทยเจริญ แล้วต่อไปบ้านผาตั้ง น้ำตกธารทองจะอยู่ริมทางด้านขวาบริเวณหลัก กม.ที่ 74 ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 11 กม. ธารน้ำตกเป็นระยะลดหลั่นกันไป ตอนล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่และลานหินในแอ่งน้ำ สามารถลงไปเล่นน้ำและอาบน้ำได้ ช่วงที่เหมาะสมคือ เดือน มิถุนายน - ตุลาคม

 

วัดสว่างอารมณ์ (วัดถ้ำศรีชน)

ตั้งอยู่ที่เขตสุขาภิบาลปากคาด ตำบลปากคาด ห่างจากตัวอำเภอปากคาด 500 เมตร จากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 212 ประมาณ 90 กม. ก็จะถึงบ้านปากคาด วัดสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่บริเวณเนินเขา ภายในบริเวณวัดมีโขดหินหน้าผา ลานหิน มีต้นไม้ปกคลุมโดยทั่วไป บรรยากาศร่มรื่น มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านพระอุโบสถทรงระฆังคว่ำ ตั้งอยู่บนเนินสูง ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ บนพระอุโบสถสามารถมองเห็นรอบด้าน ทั้งทางฝั่งไทยและฝั่งลาว

 

ภูทอก

ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) อยู่ในเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง ภูทอกมี 2 ลูกคือ ภูทอกใหญ่ (ภูแจ่มจำรัส) และภูทอกน้อย แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ การขึ้นภูนั้น เริ่มก่อสร้างบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็ม บันไดทั้ง 7 ชั้น แตกต่างกันดังนี้ ชั้นที่ 1-2 เป็นบันไดสู่ชั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหิน ลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลย ซึ่งเป็นทางชันทาก ผ่านหลืบหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 ชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขามองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับกัน เรียกว่า "ดงชมพู" ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิน มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกามาอาศัยอยู่มาก จึงเรียกกันว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็น ภูลังกา ในที่สุด บนชั้นที่ 4 นี้จะเป็นที่พักของแม่ชี รองชั้นมีระยะทางประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะ ๆ ชั้นที่ 5 มีศาลาและกุฏิที่อาศัยของพระ และเป็นที่เก็บพระศพของพระอาจารย์จวนไว้ด้วย ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างอยู่ราว 20 แห่ง มีหน้าผาชื่อต่าง ๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ถ้ามาทางด้านเหนือ จะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกอย่างชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6 เป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา มีความยาว 400 เมตร สุดทางชั้นที่ 7 อันเป็นป่าไม้ร่มครึ้มสวยงาม การเดินทางสู่ภูทอก จากตัวเมืองหนองคายใช้เส้นทางหมายเลข 212 ผ่านอำเภอปากคาด และอำเภอบึงกาฬ แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 222 ถึงอำเภอศรีวิไล ระยะทางประมาณ 160 กม. ระยะทางจะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ ๆ แยกเข้าตรงบ้านศรีวิไลสู่บ้านนาคำแคน และเข้าสู่ภูทอก

 

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

มีเนื้อที่ประมาณ 186.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 116.562 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอบึงกาฬ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง และอำเภอบุ่งคล้า อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือสุดของภาค เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีอาณาเขต 2 ด้าน ขนานไปกับแม่น้ำโขง อยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 2 กม. มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 150 - 300 เมตร สภาพดินพื้นล่างส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินลูกรัง ทางด้านน้ำตกชะแนน มีพ้นที่บางส่วนเป็นดินเหนียวปนดินร่วน พื้นหลังภูและหลังเขา ส่วนใหญ่เป็นพื้นทรายและดินทราย สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง และป่าดิบชื้น ป่าบริเวณนี้ยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่บ้าง แต่ไมชุกชุมเหมือนในสมัยก่อน บริเวณหัวภูด้านตะวันออก บนยอดภูเป็นลานหินโล่งกว้างที่ถูกน้ำกัดเซาะจนมีลวดลายสวยงาม มีระดับความสูงประมาณ 330 เมตร สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่เป็นป่าได้โดยรอบ เห็นได้ไกลถึงป่าในฝั่งลาว การเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จากตัวเมืองไปตามเส้นทางหลวงสาย 212 ถึงอำเภอบึงกาฬ ระยะทาง 135 กม. และจากอำเภอบึงกาฬผ่านบ้านชัยพร - บ้านภูสวาท - อำเภอบุ่งคล้า - บ้านดอนจิก จนถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ระยะทางประมาณ 55 กม.

 

น้ำตกชะแนน

เดิมชื่อน้ำตกตาดสะแนน ตาด แปลว่า "ที่ซึ่งมีน้ำไหล" สะแนนมีความหมายว่า "สูงสุดยอด" หรือ "เยี่ยมยอด" น้ำตกสะแนนเกิดจากลำห้วยสะแนนไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ 2 ชั้น มีขนาดกว้างประมาณ 100 เมตร ระว่างชั้นที่ 1 กับชั้นที่ 2 ห่างกัน 300 เมตร เป้ฯน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามมาก เป้ฯที่รู้จักกันดีของชาวจังหวัดหนองคาย การเดินทางไปน้ำตกชะแนน จะผ่านขัวหิน (สะพานหิน) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำลอดหายไปใต้สะพานหินที่มีความยาวประมาณ 100 เมตร สะพานหินหรือที่คนอีสานเรียกว่า "ขัวหิน" นั้น เมื่อมองจากด้านซ้ายมือจะเห็นยาวเหยียดออกไปจนบรรจบกับแนวป่าละเมาะ ซึ่งพ้นจากนั้นไปก็มีแต่โขดหิน เนินหินขนาดมหึมาซ้อนกันเป็นแนวยาว ชั้นล่างเป็นบึงใหญ่ชื่อ บึงชะแนน หรือห้วยชะแนน มีเงาไม้ร่มครึ้มตลอดสองฟากฝั่ง เชื่อกันว่าในห้วยชะแนนมีจระเข้อาศัยอยู่ เหนือลำห้วยชะแนนขึ้นไปเป็นโตรกขนาดใหญ่ เมื่อถึงฤดูฝนจะเป็นน้ำตกไหลลงจากลาดหินที่แผ่เป็นแผงกว้าง การเดินทางไปชั้นที่ 2 ของน้ำตกชะแนน จะผ่านแนวลำธารที่พื้นเต็มไปด้วยโขดหิน เดินตามลำธารไปทางชายฝั่งด้านซ้ายมือ ทะลุออกที่ลานกว้าง ริมแอ่งน้ำใหญ่ ตลอดทั้งพื้นเป็นหาดทรายละเอียดราวแป้ง เหนือแอ่งน้ำขึ้นไปก็เป็นน้ำตกชั้นเตี้ย ๆ ตกลงมาสู่แอ่ง เรียกกันว่า น้ำตกบึงจระเข้ น้ำตกชะแนนชั้นที่สองนี้เหมาะที่สุดสำหรับการตั้งแค้มป์พักแรมบนหาดทรายใกล้ ๆ ริมน้ำ การเดินทาง จากบ้านบึงกาฬ - บ้านชัยพร ระยะทาง 24 กม. จากบ้านชัยพร - บ้านทุ่งรายจก ระยะทาง 15 กม. (เส้นทางสายบ้านชัยพร - อำเภอเซกา จากบ้านทุ่งทรายจก แยกซ้ายมือไปน้ำตกชะแนนอีก 7 กม. และเดินทางเท้าเข้าไปยังน้ำตกอีกประมาณ 16 กม. น้ำตกชะแนนจะอยู่ติดกับหน่วยพิทักษ์ป่าชะแนน

 

น้ำตกเจ็ดสี

เดิมเรียกว่า น้ำตกห้วยกะอาม ซึ่งเกิดจากธารน้ำของห้วยกะอาม เป็นน้ำตกจากหน้าผาสูง แล้วเกิดเป็นละอองไอน้ำกระทบกับแสงแดด ทำให้น้ำตกที่ไหลลงมามีหลากหลายสีเหมือนกับสีของสายรุ้ง จึงเรียกว่า น้ำตกเจ็ดสี มีทั้งหมด 3 ชั้น ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านดอนเสียด หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา ใกล้กับหน่วยพิทักษ์ป่าดอนเสียด การเดินทางไปน้ำตกเจ็ดสี จากบ้านชัยพร - ทุ่งทรายจก - ดอนเสียด ระยะทาง 22 กม. และแยกซ้ายไปน้ำตกเจ็ดสีอีกประมาณ 6 กม.

 

น้ำตกถ้ำฝุ่น

อยู่ในบริเวณท้องที่บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น ห่างจากที่ว่าการอำเภอบุ่งคล้า 33 กม. ลักษณะโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่งที่มีทิวทัศน์สวยงามหลายแห่งอยู่ทางตอนเหนือของภู และบริเวณใกล้เคียงมีถ้ำฝุ่นซึ่งเป็นถ้ำธรรมชาติที่ร่มเย็นอีกแห่งหนึ่ง

 

น้ำตกถ้ำพระ

ตั้งอยู่บริเวณบ้านโนนสมบูรณ์ อยู่ห่างหากอำเภอเซกาประมา 34 กม. บริเวณน้ำตกเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถ้ำพระ ซึ่งเงียบสงบและร่มรื่น ลานหินด้านหลัง จะเป็นหุบเขารูปแอ่งกระทะ มีสายธารน้ำตกไหลมายังก้นแอ่งเบื้องล่าง บริเวณน้ำตกเป็นผากว้างราว 100 เมตร สามารถลงเล่นน้ำได้เฉพาะในฤดูฝน น้ำตกถ้ำพระเกิดจากลำธารห้วยบังบาด มีความสูงระหว่างชั้นประมาณ 50 เมตร

 
 
 
สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดหนองคาย  เลขที่ 612 หมู่ที่ 12 ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย 43000
โทรศัพท์ : 0-4246-5367 โทรสาร : 0-4241-2335    E-Mail : nongkhai
@dor.go.th